ห้องข่าวสาร
  
หน้าแรก
ทำเนียบพระสังฆาธิการ
ห้องข่าวและประกาศ
งานคณะสงฆ์
ภาพและข่าวกิจกรรม
งานช่วยเหลือการศึกษา
งานช่วยเหลือชุมชน
สมุดเยี่ยม
ติดต่อเราได้ที่
เว็บบอร์ดธรรมะ
 

บทความเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

 >>>>>>>บ่อเกิดของพระพุทธศาสนา
แม้ชาวพุทธจะมีความสำนึกว่า สัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีมาแล้วมากมายในอดีต และจะมีอีกมากมายต่อไปในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม คำสอนของอดีตพระพุทธเจ้าไม่เหลือหลักฐานไว้ให้ศึกษาได้อีกแล้ว ส่วนคำสอนของพระพุทธเจ้าที่จะมาในอนาคตก็ยังไม่มีใครรู้ ดังนั้น บ่อเกิดของพระพุทธศาสนาในปัจจุบันจึงมาจากคำสอนของพระพุทธโคตมแต่องค์เดียว คำสอนของนักปราชญ์อื่นๆ ทั้งในและนอกพระพุทธศาสนา อาจจะเสริมความเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ แต่ไม่อาจจะถือว่าเป็นบ่อเกิดของพระพุทธศาสนา

อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าได้ตรัสเตือนไว้ว่า ความรู้ที่พระองค์ทรงรู้จากการตรัสรู้นั้นมีมากราวกับใบไม้ทั้งป่า แต่ที่พระองค์นำมาสอนสาวกนั้นมีปริมาณเทียบได้กับใบไม้เพียงกำมือเดียว พระองค์ไม่อาจจะสอนได้มากกว่าที่ได้ทรงสอนไว้ ดังนั้น หากมีปัญหาขัดแย้งเกิดขึ้น ให้ตกลงกันด้วยสังคายนา (ร้องร่วมกัน) คือ ประชุมและลงมติร่วมกัน ส่วนในเรื่องธรรมวินัยปลีกย่อย หากจำเป็นก็ให้ประชุมตกลงปรับปรุงได้ ดังนั้น บ่อเกิดของพระพุทธศาสนาอีกทางหนึ่งก็คือสังคายนา สังคายนาจึงกลายเป็นเครื่องมือให้เกิดการยอมรับร่วมกันในหมู่ผู้ยอมรับสังคายนา เดียวกัน แต่ก็เป็นทางให้เกิดการแตกนิกายโดยไม่ยอมรับสังคายนาร่วมกัน นิกายต่างๆ ของพระพุทธศาสนาจึงเกิดขึ้น เพราะการยอมรับสังคายนาต่างกัน และนิกายต่างกันนั้นก็ยอมรับคัมภีร์และอรรถกถาที่ใช้ตีความคัมภีร์ต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ชาวพุทธแม้จะต่างนิกายกันก็ถือว่าเป็นชาวพุทธด้วยกัน ทำบุญร่วมกันได้ และร่วมมือในกิจการต่างๆ ได้ ผู้ใดนับถือพระพุทธเจ้าและแม้จะนับถือสิ่งอื่นด้วย เช่น พระพรหม พระอินทร์ ไหว้เจ้า หรือภูตผีต่างๆ ก็ยังถือว่าเป็นชาวพุทธด้วยกัน มิได้มีความรังเกียจเดียดฉันกันแต่ประการใด ดังนั้น การที่จะมีบ่อเกิดเพิ่มเติมแตกต่างกันไปบ้าง ตราบใดที่ยังยอมรับพระไตรปิฎกร่วมกันเป็นส่วนมาก ก็ไม่ถือว่าต้องแตกแยกกัน

ความสำคัญของพระพุทธศาสนาต่อสังคมไทยเรา
ความสำคัญของพระพุทธศาสนาที่มีต่อสังคมไทยเรา
หลักการเบื้องต้น

1. คำสอน หรือบทบัญญัติในศาสนาเป็นสัจธรรม
หรือความจริงอันสูงสุดที่ศาสดาของแต่ละศาสนาได้บัญญัติแจกแจงไว้ เพื่อกำกับความประพฤติทางกาย
วาจาและทางใจของศาสนิกชนให้อยู่ในขอบข่ายของความดีงาม
เพื่อยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ตนเองและสังคมโดยส่วนรวม การบัญญัติพระศาสนา มีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่
ศาสนบุคคล ศาสนสถาน ศาสนธรรมและศาสนพิธี แตกต่างจากลัทธิ ความเชื่อ หรือคุณธรรมจริยธรรมสากล ที่มีคำสอน
หรือข้อบัญญัติ ที่ ไม่สามารถบัญญัติสัจจะที่สามารถทนทานต่อการพิสูจน์ได้
อีกทั้งยังขาดองค์ประกอบที่สำคัญของศาสนา ดังที่กล่าวมา ศาสนาที่ทางราชการไทยให้การรับรอง ได้แก่
ศาสนาพุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดูและซิกซ์

2. มนุษย์ หรือคน ประกอบด้วย กายและจิต ในส่วนของกายมีความเป็นรูปธรรม สามารถสัมผัสรู้เห็นจับต้องได้
ส่วนจิตนั้นมีลักษณะเป็นนามธรรม ไม่สามารถสัมผัสจับต้องได้ แต่มีอาการของจิต
ที่สามารถรับรู้ได้ถึงความมีอยู่ของจิต แสดงออกในรูปของอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ถ้าจะเรียกอาการนี้ว่า
จิตใจก็ให้ความหมายอย่างเดียวกัน มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มีการปฏิสัมพันธ์สื่อสารระหว่างกันและกัน
โดยการแสดงออกทางกาย ทางวาจาและทางจิตใจ อนึ่ง อาการแสดงออกทั้งสามอาการดังกล่าวมีจิต หรือใจเป็นใหญ่
โดยมีอาการของจิต หรืออารมณ์ความรู้สึก แสดงออกให้รับรู้ได้ ด้วยกริยาทางกายและทางวาจา

3. พระศาสนามีหลักคำสอนที่ได้บัญญัติสิ่งที่เป็นทางบวก ถูกต้องและสร้างสรรค์ เรียกว่า ความดี
และบัญญัติสิ่งที่เป็นทางลบ ไม่ถูกต้องและทำลาย เรียกว่า ความชั่ว พระศาสนาถูกบัญญัติขึ้น
โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้มนุษย์สามารถจำแนกความดีและความชั่วได้อย่างถูกต้อง
อันจะเป็นทางดำเนินให้มีพฤติกรรมทางกาย ทางวาจาและทางจิตใจที่ดีงาม เพื่อให้ ตนเองและสังคม
ได้รับสิ่งที่สนองต่อความต้องการสูงสุด คือ ความสุข อันเป็นผลมาจากการกระทำความดี
ละเว้นการกระทำความชั่ว ซึ่งการกระทำความชั่วจะให้ผลในทางตรงกันข้าม คือ ความทุกข์
ส่วนบทบัญญัติในแต่ละศาสนาจะมีสัจธรรม หรือความจริง
ที่ลุ่มลึกหนาบางแตกต่างกันก็อยู่ที่วาสนาบารมีของพระศาสดาผู้บัญญัติศาสนานั้นๆ
เป็นเครื่องกำหนดที่สำคัญ

4. สังคมมนุษย์มีความหลากหลายทั้งทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษาและเผ่าพันธุ์
เนื่องด้วยเหตุที่มนุษย์ต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน ในฐานะระหว่างบุคคลกับบุคคล
หรือระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่น ตลอดทั้ง ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่อยู่รอบตัว
ทั้งหมดเหล่านี้ จะมีการตอบสนองระหว่างกันและกันทั้งในทางบวกและทางลบ ทางที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง
ทางสร้างสรรค์และทำลาย ทั้งนี้ มนุษย์ที่เกิดขึ้นมาในโลก
ล้วนแต่มีความต้องการสูงสุดที่จะดำรงชีพอย่างมีความสุข นั่นคือ มีความต้องการทางบวก ทางสร้างสรรค์
หรือต้องการความดีงาม นั่นเอง

ฉะนั้น มนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมมีความหลากหลายจึงต้องการกติกา
อันเป็นข้อตกลงของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข อันเป็นที่มาของความจำเป็นในการออกกฎระเบียบ ข้อบังคับ
หรือที่เรียกว่า กฎหมาย โดยอาศัยสัจจะ หรือความจริงแท้
เพื่อตัดสินจำแนกแจกแจงระหว่างความดีและความชั่วได้อย่างถูกต้อง การออกกฎกติกาในสังคมใดๆ นั้น
ถ้าถือเอาความเชื่อที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า
นอกเหนือจากที่พระศาสนาได้บัญญัติไว้ดีแล้ว กฎกติกา หรือกฎหมายของสังคมนั้นๆ ก็ไม่ยั่งยืน
จะเกิดการแย่งชิงเอารัดเอาเปรียบขาดความยุติธรรม ผู้คนที่อาศัยอยู่ในสังคมนั้นก็จะไม่ได้รับความสุข
ในทางตรงกันข้าม ถ้าสังคมใดมีกฎกติกาที่เป็นสัจธรรมมีหลักเกณฑ์ที่ทนทานต่อการพิสูจน์
ผู้คนที่อาศัยอยู่ในสังคมนั้นก็ได้รับความสันติสุขและสังคมอื่นๆ
ที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็จะได้รับความสุขสงบร่มเย็นด้วยเช่นเดียวกัน

5. กฎกติกาการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า กฎหมาย มีหลายระดับ เริ่มตั้งแต่ระดับบุคคล
ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับประเทศ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ข้อตกลง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ
ประกาศ คำสั่ง รัฐธรรมนูญ เป็นต้น

6. ประเทศไทยมีประชากรที่นับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นจำนวนประมาณร้อยละ 95 ของประชากรทั้งประเทศ
ส่วนที่เหลือนับถือศาสนาอิสลาม คริสต์และอื่นๆ ตามลำดับ จากสถิติดังกล่าว
แสดงให้เห็นว่าประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ ให้ความสำคัญต่อพระธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนา
ในฐานะที่เป็นเครื่องกำกับพฤติกรรมทางกาย ทางวาจาและทางจิตใจของตน

บทวิเคราะห์และเหตุผล

1. กฎหมายเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการปกครองสังคมมนุษย์
ซึ่งการปกครองนั้นต้องบัญญัติการปกครองให้ครบองค์ประกอบของมนุษย์ด้วย จึงจะเป็นกฎหมายที่ถูกต้องสมบูรณ์
สามารถวินิจฉัยครอบคลุมถึงความผิดถูกชั่วดีของพฤติกรรมทางกาย ทางวาจาและทางจิตใจ
เพราะโดยข้อเท็จจริงนั้น การประทุษร้ายไม่ใช่เกิดขึ้นได้แต่ทางกายเท่านั้น
แต่จิตใจซึ่งเป็นองค์ประกอบของมนุษย์ก็ถูกทำร้ายได้เช่นเดียวกัน

ในส่วนของรัฐธรรมนูญนั้น นอกจากถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของแต่ละประเทศแล้ว
ยังถือเป็นหลักการของการอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญจึงมีสาระสำคัญที่เกี่ยวกับบุคคล
สาระสำคัญที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่อบุคคลอื่นและสาระสำคัญที่เกี่ยวกับบุคคลต่อสังคมสิ่งแว
ดล้อม โดยนัยดังกล่าว บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ จึงให้ความสำคัญต่อมนุษย์สูงสุด
ในฐานะที่เป็นตัวเชื่อมไปสู่ความสัมพันธ์อื่นๆ เมื่อกำหนดเอามนุษย์ หรือบุคคลเป็นหลักเช่นนี้
หลักการปกครองในรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องบัญญัติกฎ กติกา การทำนุบำรุง การส่งเสริมสนับสนุน
เพื่อให้ครอบคลุมองค์ประกอบของมนุษย์ทั้งทางด้านร่างกายและทางด้านจิตใจ ฉะนั้น
เมื่อศาสนาพุทธเป็นสิ่งที่บุคคลส่วนใหญ่ในประเทศไทยเลือกที่จะนับถือ
ด้วยเห็นว่าเป็นหลักในการกำกับควบคุมความประพฤติทั้งทางกาย ทางวาจาและทางจิตใจ
จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะไม่ให้มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ยกเว้นเสียแต่ว่า
รัฐธรรมนูญฉบับนั้น ไม่เห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา
แต่ให้ความสำคัญของการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมไว้ในระดับที่ต่ำลงมา คือเปิดโอกาสให้ประชาชนถือเอาตามลัทธิ
ความเชื่อ หรือคุณธรรมจริยธรรมสากล ที่มีคำสอน หรือข้อบัญญัติ
ที่ไม่สามารถบัญญัติสัจจะที่ทนทานต่อการพิสูจน์ได้ดังที่กล่าวมา ในสถานการณ์ปัจจุบันมีสิ่งชี้ชัดว่า
คณะร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปฏิเสธที่จะยอมรับพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ว่ามีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของคนไทยส่วนใหญ่
โดยการไม่ให้ความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจำชาติ
เป็นการเปิดช่องว่างให้เกิดการแย่งชิงศาสนิกชนที่ไม่เป็นไปตามทำนองคลองธรรม
ซึ่งพระพุทธศาสนาไม่ได้มีแนวทางการธำรงรักษาและเผยแผ่ตามนัยดังกล่าว
เมื่อสังคมมนุษย์ก้าวถอยไปสู่ความเสื่อมโทรมตามหลักสัจธรรม พระพุทธศาสนา
ถึงแม้จะอยู่ในฐานะที่เป็นความจริงอันสูงสุดก็ไม่อาจต้านทานไว้ได้ จะมีก็แต่นักปราชญ์ราชบัณฑิต
ซึ่งมีอยู่เป็นส่วนน้อย ที่จะมีวิสัยทัศน์มองกาลไกล
เห็นคุณค่าของพระศาสนาที่จะช่วยฉุดชะลอความเสื่อมนั้นให้ช้าลงได้บ้าง ฉะนั้น ด้วยข้อเท็จจริงทางสังคม
จึงจำเป็นต้องอาศัยฝ่ายอาณาจักรช่วยกำหนดกรอบกติกาและส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของศาสนิกชนที่หลากหลายภายใต
้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ให้ได้รับความเป็นธรรมจากภาครัฐด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม

ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง การปฏิเสธไม่บัญญัติให้พระพุทธศาสนา
เข้าไปมีส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของคนไทยส่วนใหญ่
แสดงให้เห็นถึงการเปิดช่องว่างให้มีการลดระดับ ให้ประชาชนในชาติไปยอมรับเอาลัทธิ
ความเชื่อนอกพระศาสนาและคุณธรรมจริยธรรมสากลมาเจือปนในสังคมไทยแทน โดยอ้างถึงสิทธิ
เสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชน การกระทำดังกล่าว
นอกจากไม่ส่งเสริมไม่พัฒนาแล้วยังถือเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาให้ค่อยๆ หมดไปจากสังคมไทยด้วย
อีกทั้งไม่เป็นการส่งเสริมการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย
ที่จักต้องธำรงรักษาไว้ซึ่งความเป็นเอกภาพอธิปไตยของชาติ ไม่ใช่เป็นการเปิดเสรีโดยไร้ขอบเขต
ในเมื่อการค้าการขายระหว่างประเทศ ก็ต้องกำหนดกรอบข้อตกลงทางการค้า หรือการท่องเที่ยว
ยังมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แล้วทำไมในส่วนของกิจการพระศาสนา จึงมีความเห็นผิด
จะปล่อยให้เปิดเสรีโดยไม่ให้ความสำคัญและความคุ้มครอง โดยให้เหตุผลว่าความเจริญ
หรือเสื่อมของพระพุทธศาสนาปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ โดยฝ่ายอาณาจักรจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ

2. ศาสนาพุทธมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นได้ในแผ่นดินไทยนี้
มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงการส่งเสริมสนับสนุนที่สำคัญที่สุด คือ กษัตริย์
หรือผู้ปกครองประเทศมีความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
เมื่อผู้มีบารมีเป็นใหญ่ในแว่นแคว้นให้การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
ประชาชนพลเมืองส่วนหนึ่งที่เคารพเลื่อมใสในประมุขของประเทศ ก็คล้อยตาม
อีกทั้งส่วนที่เห็นคุณค่าอันอเนกอนันต์ของพระพุทธศาสนาด้วยตนเอง
ก็ยิ่งเสริมให้ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยนี้ เคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาดังปรากฏชัดเจนอยู่ทุกวันนี้

ต่อมา เมื่อประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข การปกครองดังกล่าวนี้ พระมหากษัตริย์ปกครองประเทศ
โดยใช้อำนาจทางการบริหารผ่านทางคณะรัฐมนตรี ใช้อำนาจทางนิติบัญญัติผ่านทางรัฐสภา
ที่มีตัวแทนของประชาชนเข้ามาทำหน้าที่และใช้อำนาจทางตุลาการผ่านทางศาลตุลาการ ดังจะเห็นได้ว่า
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง เพื่อสนองพระบรมราชโองการในสายงานบริหาร
นิติบัญญัติและตุลาการดังกล่าว โดยมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นกฎหมาย
หรือหลักการสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ ฉะนั้น โดยนัยแห่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญในหมวดพระมหากษัตริย์
ความว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก หมายถึงว่า
พระมหากษัตริย์ทรงนับถือศาสนาพุทธและทรงเป็นพระประมุขในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
ตลอดทั้งศาสนาอื่นที่เข้ามาพึ่งพิงภายใต้พระบรมโพธิสมภาร
ในข้อเท็จจริงเป็นการย้ำทั้งทางพฤตินัยว่าพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันทรงนับถือพระพุทธศาสนา
มีพระจริยาวัตรที่โดดเด่นในฐานะพุทธมามกะเข้าถึงพระธรรมคำสอนทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ
ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายอรัญญวาสีและคามวาสี หรือทั้งวัดป่าและวัดบ้าน
ด้วยพระราชศรัทธาจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้มีความเจริญรุ่งเรืองมาเป็นลำดับ อีกทั้งปรากฏหลักฐานว่า
พระมหากษัตริย์ปกครองบ้านเมืองด้วยหลักทศพิธราชธรรมและพระราชทานพระบรมราโชวาทให้ประชาชนคนไทยดำเนินชีวิต
ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นการอนุวัติตามหลักพระธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนา
ตลอดทั้งได้บัญญัติในทางนิตินัย โดยการบัญญัติเป็นหลักฐานไว้ในรัฐธรรมนูญในหมวดพระมหากษัตริย์ดังกล่าว

เหตุไฉน เมื่อผู้มีอำนาจได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งให้ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญอยู่ปัจจุบันนี้
จึงไม่ให้ความสำคัญที่จะสนองพระราชอัธยาศัย โดยบัญญัติหลักการคุ้มครองและส่งเสริมในส่วนจิตใจของประชาชน
ด้วยการบัญญัติให้พระพุทธศาสนามีความสำคัญในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของชนส่วนใหญ่ในชาติ
ตามสภาพที่เป็นอยู่จริงในสังคมไทยและเป็นพระราชจริยาวัตรที่บุรพกษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ของปวงชนชาวไทย
ได้ทรงดำเนินมาทุกยุคทุกสมัย

ข้อเสนอแนะ

เห็นควรบัญญัติพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญไทยในฐานะศาสนาประจำชาติและกำหนดบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองโ
ดยนัยดังกล่าว ตลอดทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ออกกฎหมายรองรับ เพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติทั้งทางด้านสังคม
เศรษฐกิจ การศึกษา การเมืองและการปกครอง
เพื่อความเป็นเอกภาพและอธิปไตยของชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองสถาพรสืบไป.

ที่มา : พระไทยเน็ต 10 พ.ค.50
http://www.phrathai.net/article/detail.php?catid=2&ID=553

ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด 9 สิงหาคม 2550
เลขานุการเจ้าคณะตำบลสุขไพบูลย์




© 2007 The Company, สำนักงานเจ้าคณะตำบลสุขไพบูลย์ อำเภอเสิงสาง จังหวัด นครราชสีมา 30330
โทร 083-3745590 อีเมล์ nongkanakschool@gmail.com

เว็บไซท์นี้ท่านสามารถชมได้ในขนาดหน้าจอคอม 800X600